ในฐานะเดฟที่ชีวิตวันๆ แทบจะเซฟลิงก์แชตบอต AI ไว้บนบุ๊กมาร์กบาร์เป็นหน้าแรก ผมบอกได้คำเดียวว่าข่าวนี้ทำเอาคนไอทีต้องสะดุ้งสุดตัว! คำถามชวนขนลุกปนกุมขมับที่กำลังทำเอาทั้งคนทำงานและฝ่ายความปลอดภัยไซเบอร์ทั่วโลกผวาคือ ถ้าหน้าเว็บล็อกอินของ ChatGPT, Gemini หรือ Claude ที่เราคลิกเข้าไปจากหน้าค้นหา ดันไม่ใช่เว็บของจริง แต่เป็นกับดักโจรไซเบอร์ที่รอฮุบทั้งรหัสผ่านและรหัสสองชั้น (MFA) ไปแบบเรียลไทม์ เราจะเหลืออะไรให้ปลอดภัยอีก? สื่อไซเบอร์ซีเคิวริตี้ระดับท็อปอย่าง The Hacker News ได้เปิดโปงขบวนการล่าเหยื่อสุดแสบ เมื่อแฮกเกอร์สายมืดทุ่มทุนยิงโฆษณา (Malvertising) ปลอมแปลงเป็นพอร์ทัลล็อกอินของโมเดล AI ชื่อดัง เพื่อดักจับข้อมูลยืนยันตัวตนของผู้ใช้งานและแอบดูดโค้ด MFA ไปปล้นบัญชีองค์กรแบบเงียบกริบ วงในลากไส้แผนลวง: 3 กลลวงแยบยลที่หลอกกินตับสายเทคจนหมดตัว การโจมตีรอบนี้ไม่ได้มาแบบหลอกเด็กด้วยอีเมลภาษาต่างด้าวตกๆ หล่นๆ แต่เป็นการลงทุนทางเทคนิคระดับมือโปรที่จับจังหวะความรีบร้อนของคนทำงานได้อย่างแม่นยำ โดยมี 3 จุดตายที่ทำให้คนไอทีตกเป็นเหยื่อแบบไม่รู้ตัว: เหลียวมองออฟฟิศไทย: เมื่อความรีบส่งงานอาจพาไปจบที่คดีละเมิด PDPA ตัดภาพกลับมาที่สมรภูมิทำงานในเมืองไทย ตั้งแต่ย่านสาทร อโศก ไปจนถึงกลุ่มฟรีแลนซ์สายปั่นงาน พนักงานออฟฟิศและโปรแกรมเมอร์ไทยจำนวนมากมักคุ้นชินกับการเสิร์ชหาเว็บเครื่องมือ AI ผ่าน Google แล้วกดคลิกลิงก์แรกที่โผล่ขึ้นมาทันทีโดยไม่ได้ตรวจดู URL ให้ละเอียด ลองจินตนาการดูว่า ถ้าเดฟหรือฝ่ายการเงินเผลอโดนดูดบัญชีที่ผูกระบบหลังบ้านของบริษัทไป …
ในฐานะคนสายเดฟที่เคยนั่งกุมขมับตอนเห็นบิลค่า API Token พุ่งชนเพดานสิ้นเดือน แถมเน็ตออฟฟิศดันมาล่มตอนลูกค้าเร่งเอาโค้ดขึ้นโปรดักชัน ผมบอกเลยว่าข่าวนี้เหมือนเสียงระฆังช่วยชีวิตของแท้! คำถามตัวโตๆ ที่คนทำซอฟต์แวร์และทีมไอทีทั่วโลกถามกันมาตลอดคือ ทำไมเราต้องส่งโค้ดลับของบริษัทวิ่งข้ามทวีปไปประมวลผลบนคลาวด์ให้เสี่ยงโดนแฮกและเปลืองแบนด์วิดท์ ในเมื่อชิปเซ็ตในคอมพิวเตอร์ยุคนี้แรงจนแทบจะบินได้อยู่แล้ว? สำนักข่าวเศรษฐกิจและเทคโนโลยีชั้นนำ NDTV Profit ได้รายงานความเคลื่อนไหวสะเทือนวงการ เมื่อ Microsoft ตัดสินใจเปิดเกมรุกครั้งมโหฬาร ด้วยการนำโมเดล AI Coding ขนาดกะทัดรัดแต่ทรงพลัง และชุดเครื่องมือความปลอดภัยขั้นสูง (Security Tools) มาติดตั้งและรันบนเครื่องพีซีโดยตรง (On-Device Local AI) ไม่ต้องพึ่งพาการเชื่อมต่อคลาวด์ตลอดเวลาอีกต่อไป ฝังชิปลงถิ่นตัวเอง: 3 ไฮไลต์ลับฉบับคนวงในที่ Microsoft ปล่อยมากระชากเรตติ้ง การขยับหมากครั้งนี้ของค่ายหน้าต่างไม่ใช่แค่การขายฝัน แต่เป็นการแก้ Pain Point คลาสสิกของนักพัฒนาและฝ่ายไอทีองค์กรที่กังวลเรื่องโค้ดรั่วไหลและค่าใช้จ่ายแฝง โดยมี 3 กลยุทธ์ระดับหัวกะทิที่น่าจับตามองเป็นพิเศษ: ส่องปรากฏการณ์ในไทย: ลาก่อนปัญหาเน็ตเต่า และฝันที่เป็นจริงของทีมไอทีสาย PDPA ตัดภาพกลับมาที่ออฟฟิศเมืองไทย ไม่ว่าจะเป็นตึกสูงย่านสาทร พระราม 9 หรือกลุ่มฟรีแลนซ์ที่นั่งปั่นงานตามร้านกาแฟแถวนิมมานฯ เชียงใหม่ ปัญหาที่เดฟไทยเจอบ่อยสุดคือ “โค้ดติดความลับองค์กร ห้ามส่งขึ้นคลาวด์สาธารณะเด็ดขาด” …
ในสมรภูมิ Retail Media Networks (RMNs) ที่กำลังเติบโตอย่างร้อนแรง อุตสาหกรรมส่วนใหญ่ต่างมุ่งแข่งขันกันที่ขนาดเครือข่าย งบประมาณโฆษณา และการทุ่มเม็ดเงินลงทุนในเทคโนโลยี AI ทว่าความหลงใหลในสเกล (Scale Obsession) กำลังกลายเป็นการแก้ปัญหาผิดจุด เมื่อแบรนด์จำนวนมากยังคงไม่สามารถระบุได้อย่างชัดเจนและสม่ำเสมอว่า เม็ดเงินโฆษณาที่จ่ายไปนั้นสร้างยอดขายขึ้นมาได้จริงหรือไม่ ปัญหาความไม่สอดคล้องของมาตรวัดที่ AI ก็แก้ให้ไม่ได้ แม้หลายองค์กรจะนำระบบวิเคราะห์และอัลกอริทึมการกำหนดเป้าหมายขั้นสูงมาใช้งาน แต่ช่องว่างสำคัญที่ฉุดรั้งแบรนด์กลับไม่ใช่เรื่องของขีดความสามารถทางเทคโนโลยี หากแต่เป็น Measurement Mismatch หรือเกณฑ์ชี้วัดความสำเร็จที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงระหว่างผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย: ความได้เปรียบของการขยับตัวก่อน: ความเร็วชนะขนาดเครือข่าย มาตรฐานการวัดผลที่ผูกกับยอดซื้อจริงอย่าง SPR มอบความได้เปรียบให้กับเครือข่ายที่ปรับตัวได้เร็วกว่าขนาดของเซิร์ฟเวอร์โฆษณา (Ad Server) แพลตฟอร์มอย่าง In-Store Marketplace (ISM) ได้เริ่มผสานแนวคิดนี้เข้ากับเวิร์กโฟลว์ภายใน เพื่อให้การรายงานผลสามารถพิสูจน์ได้ทันทีว่าโฆษณานั้นกระตุ้นให้เกิดพฤติกรรมการซื้อจริงหรือไม่ กลยุทธ์ทางรอดของแบรนด์: ปรับโฟกัสจากยอด Impression สู่มูลค่าการซื้อจริง ถึงเวลาแล้วที่แบรนด์และนักการตลาดต้องหยุดวัดความสำเร็จของ Retail Media จากเพียงแค่ความกว้างของเครือข่ายหรือตัวเลขการเข้าถึง ผู้บริหารควรตั้งคำถามกับพาร์ทเนอร์สื่อถึงความโปร่งใสของข้อมูลแบบ Closed-Loop Attribution และเรียกร้องมาตรฐานการวัดผลที่สะท้อนถึงการซื้อซ้ำและยอดขายจริง เพื่อเปลี่ยนเม็ดเงินโฆษณาให้เป็นเครื่องยนต์สร้างการเติบโตทางธุรกิจได้อย่างแม่นยำ อ้างอิงจาก : https://www.demandgenreport.com/demanding-views/retail-medias-scale-obsession-is-solving-the-wrong-problem/54658/
ในวันที่หลายคนยังเถียงกันในโซเชียลว่าการเขียนโปรแกรมแบบตามฟีลหรือ Vibe Coding เป็นแค่ศัพท์การตลาดลวงโลกหรือของเล่นคนขี้เกียจพิมพ์โค้ด คำถามชวนขนลุกปนขำขันที่ฟาดแสกหน้าวงการการเงินโลกตอนนี้คือ ถ้ามันเป็นแค่มีมตลก ทำไมมหาเศรษฐีอย่าง David Pierce ถึงกล้าเทเงินก้อนโตถึง 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (หรือราว 3.6 หมื่นล้านบาทไทย) มาลงเดิมพันกับสิ่งนี้แบบตาไม่กะพริบ? บทวิเคราะห์สุดจัดจ้านจาก BigGo Finance ได้กระชากความจริงออกมาประจานว่า ปรากฏการณ์ป้อนคำสั่งให้ AI เสกซอฟต์แวร์ตามอารมณ์ไม่ได้เป็นแค่แฟชั่นฉาบฉวย แต่กำลังค้นพบจุดลงตัวทางธุรกิจระดับปรากฏการณ์ หรือที่เรียกว่า Product-Market Fit (PMF) ชนิดที่ระบบนิเวศน์ซอฟต์แวร์โลกต้องสะเทือนไปทั้งบาง แกะรอยเดิมพันหมื่นล้าน: 3 หมัดเด็ดที่พิสูจน์ว่า Vibe Coding คือเหมืองทองคำ การโยนเงินพันล้านลงมาในสนามนี้ไม่ได้เกิดจากอารมณ์ชั่ววูบหรือโดนบอทป้ายยา แต่เบื้องหลังตัวเลขสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของการผลิตซอฟต์แวร์ทั่วโลก โดยมี 3 เสาหลักที่ทำให้นักลงทุนยอมทุบกระปุกเทหมดหน้าตัก: ส่องสนามสตาร์ตอัปสยาม: วันที่เถ้าแก่เปิดใจ เลิกจ้างเดฟยกแผงมานั่งสั่ง AI ตัดภาพกลับมาที่เมืองไทย ดินแดนที่สตาร์ตอัปและเอสเอ็มอีกำลังบ่นอุบเรื่องเศรษฐกิจฝืดเคืองและค่าตัวโปรแกรมเมอร์ที่แพงทะลุเพดาน การเดิมพันระดับหมื่นล้านครั้งนี้เป็นเหมือนสัญญาณเตือนแกมชี้โพรงให้กระรอก! แทนที่เจ้าของธุรกิจไทยจะนั่งกลุ้มใจว่าไม่มีงบจ้างบริษัทรับทำเว็บราคาหลักล้าน ตอนนี้พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์และครีเอเตอร์ไทยหลายคนเริ่มเปิดโน้ตบุ๊ก นั่งจิบกาแฟโบราณ แล้วสั่ง AI เขียนระบบหลังบ้านดูดออเดอร์จาก TikTok และ …
ในฐานะคนสายเดฟที่ชีวิตวันๆ อยู่กับหน้าต่างเทอร์มินัล ผมเชื่อว่าพวกเราทุกคนต้องมีโมเมนต์นี้: นั่งทำงานจนตาพร่า พอบอตส่งปุ่มคอนเฟิร์มเด้งมาถามว่า “จะอนุญาตให้รันต่อไหม?” นิ้วโป้งเจ้ากรรมก็ลั่นกด Approve ไปแบบไม่ทันกระพริบตา เพราะอยากรีบไปสั่งข้าวเที่ยง! แต่คำถามชวนขนลุกซู่ระดับองค์กรที่สำนักข่าวไอทีตัวท็อปอย่าง TechRepublic เอามาแฉแหลกเวลานี้คือ ทำไมระบบอนุมัติระดับองค์กร (Enterprise Approval Controls) ที่ฝ่ายความปลอดภัยอุตส่าห์ร่างกฎมาหนาเป็นคัมภีร์ ถึงพังทลายจนปล่อยให้ AI Agents ลักลอบแคปหน้าจอโต๊ะทำงานหลุดไปว่อนโลกออนไลน์กว่า 13,000 ภาพได้หน้าตาเฉย? งานนี้ไม่ได้มีแค่โค้ดธรรมดาที่หลุด แต่แถมภาพหน้าจอแดชบอร์ดการเงิน บัญชี และรหัสลับข้างหลังบ้านไปด้วยแบบจัดเต็มจนทีมไอทียิ้มไม่ออก แหกกฎกั้นพังยับ: 3 รูรั่วตัวพ่อที่ทำให้ระบบ Approval ล้มเหลวไม่เป็นท่า การโทษบอตอย่างเดียวอาจจะง่ายไป เพราะถ้าส่องลึกลงไปในเวิร์กโฟลว์ของระบบองค์กร จะพบว่าหายนะครั้งนี้เกิดจากการออกแบบมาตรการป้องกันที่คิดไม่ถึงธรรมชาติของคนทำงาน โดยมี 3 จุดบอดสำคัญที่ทำให้กำแพงป้องกันแตกกระเจิง: หันมองกระจกส่องออฟฟิศไทย: เมื่อคำสั่ง ‘กดๆ ผ่านไปเหอะ’ เกือบพาซวยทั้งบริษัท ตัดภาพกลับมาที่สมรภูมิเทคบ้านเรา ไม่ว่าจะเป็นย่านตึกสูงสาทร พระราม 9 หรือกลุ่มสตาร์ตอัปสายลีน วัฒนธรรม “กดๆ ไปก่อนจะได้ส่งงานทันสิ้นวัน” กำลังระบาดหนักมาก หลายทีมหันมาใช้ AI …
ในฐานะเดฟที่เคยหลงระเริงปั้นบริการ AI Micro-SaaS ขึ้นมา แล้วเปิดให้คนใช้งานแบบเหมาจ่ายรายเดือนหลักร้อย แต่พอบิลค่า API สิ้นเดือนวิ่งมาชนเพดานเป็นหลักหมื่น ผมบอกเลยว่าโมเมนต์นั้นคือฝันร้ายที่ทำเอาเหงื่อแตกพลั่ก! คำถามชวนขนลุกปนขำไม่ออกที่กำลังฟาดแสกหน้าผู้ก่อตั้งสตาร์ตอัปสายเทคทั่วโลกตอนนี้คือ ถ้าเราอยากเปิดบริการ AI Coding Agent ที่ช่วยคนเขียนโค้ดอัตโนมัติ แต่ทำไมยิ่งมีลูกค้าใช้งานเยอะ บริษัทเรากลับยิ่งจนลงจนแทบเจ๊ง? บทความสุดแสบจาก Startup Fortune ได้ออกมาลากไส้ความจริงของสมรภูมิ Unit Economics ในยุคปัญญาประดิษฐ์ พร้อมเปิดคัมภีร์วิธีตั้งราคาแพ็กเกจสมาชิก (Subscription Pricing) อย่างไรให้มีกำไรเหนาะๆ โดยไม่ต้องควักเนื้อจ่ายค่าโทเคนแทนลูกค้าจนหมดตัว กับดักบุฟเฟต์พาเจ๊ง: 3 จุดตายในการตั้งราคา AI Agent ที่คนวงในไม่ค่อยบอกคุณ การขายซอฟต์แวร์แบบดั้งเดิม (Traditional SaaS) มีต้นทุนต่อหน่วยผู้ใช้เพิ่มขึ้นแทบจะเป็นศูนย์ แต่พอเป็น AI Coding Agents ที่ต้องรันโมเดลภาษาขนาดใหญ่ประมวลผลโค้ดทีละหลายหมื่นโทเคน โมเดลธุรกิจแบบเดิมจึงพังไม่เป็นท่า โดยมี 3 กลลวงที่ผู้สร้างโปรดักต์มักก้าวพลาดอย่างจัง: ส่องสังเวียนสตาร์ตอัปสยาม: วันที่เถ้าแก่ไอทีไทยต้องเลิกใจป้ำแจกฟรี ตัดภาพกลับมาที่เมืองไทย ปัจจุบันกระแส Vibe Coding กำลังมาแรงแซงโค้ง …
ในฐานะเดฟที่ชีวิตวันๆ ต้องส่งคำขอรวมโค้ด (Pull Request) แล้วนั่งลุ้นตัวเกร็งเหมือนรอผลสลากกินแบ่งรัฐบาลว่าบอท AI จะคอมเมนต์อะไรเพี้ยนๆ กลับมาไหม ผมบอกเลยว่าข่าวนี้ถึงใจคนเขียนโค้ดทั่วโลกอย่างแรง! คำถามแสบๆ คันๆ ที่ทำเอาโมเดลภาษาหลายสำนักเริ่มเหงื่อตกคือ เวลาค่าย AI อวดสรรพคุณว่าบอทของตัวเองรีวิวโค้ดได้เฉียบขาดระดับซีเนียร์วิศวกรซอฟต์แวร์ มันแม่นยำจริงหรือแค่สร้างภาพมาหลอกกินค่าบริการรายเดือน? สำนักข่าวด้านความปลอดภัยตัวจริงอย่าง Help Net Security รายงานว่า เจ้าพ่อแพลตฟอร์มคลังโค้ดโลกอย่าง GitHub ทนความคลุมเครือไม่ไหว จัดการเปิดตัวชุดทดสอบมาตรฐานตัวใหม่ในชื่อ ReviewBench เพื่อนำเอเจนต์ AI ที่อ้างตัวว่าเป็นเซียนรีวิวโค้ด มาจับขึ้นเขียงเชือดทดสอบความแม่นยำในสถานการณ์จริงแบบไม่มีสคริปต์เตี๊ยม ขึ้นเขียงผ่าความเนียน: 3 หมัดเด็ดที่ ReviewBench ใช้ถลกหนังบอทสายตรวจ การตรวจโค้ดของมนุษย์ไม่ได้ดูแค่ว่ามีวงเล็บปิดครบไหม แต่ต้องเข้าใจตรรกะ บริบทโปรเจกต์ และความปลอดภัยในระยะยาว ซึ่ง ReviewBench ถูกออกแบบมาเพื่อทลายภาพลวงตานั้น โดยมี 3 มาตรฐานการวัดผลระดับลึกที่ทำเอาหลายโมเดลหงายหลัง: ส่องห้องประชุมสายเทคไทย: วันที่ทีมซีเนียร์ต้องกุมขมับกับบอทสาย ‘ดูผ่านๆ แต่สั่งแก้เละ’ ตัดภาพกลับมาที่ออฟฟิศเมืองไทย ตั้งแต่สตาร์ตอัปย่านทองหล่อไปจนถึงทีมไอทีองค์กรยักษ์ใหญ่แถวพระราม 4 หลายบริษัทเริ่มนำ AI Code …
เมื่อระบบ Generative AI และระบบอัตโนมัติสามารถผลิตคอนเทนต์ เขียนก๊อปปี้ และวิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐานได้ในไม่กี่วินาที งานระดับเริ่มต้น (Entry-Level Roles) ในวงการการตลาดกำลังถูกสั่นคลอนอย่างหนัก คำถามสำคัญคือ แบรนด์และเอเจนซีจะปั้นนักการตลาดรุ่นถัดไปขึ้นมาได้อย่างไรหากปราศจากบันไดขั้นแรก? คำตอบที่ภาคธุรกิจกำลังหันกลับมาให้ความสนใจคือระบบฝึกงานแบบเรียนรู้คู่ปฏิบัติจริง หรือ Apprenticeships แก้โจทย์สุญญากาศแรงงานด้วยระบบฝึกทักษะเชิงลึก (Apprenticeship) ระบบการฝึกงานแบบดั้งเดิมมักเน้นงานธุรการหรืองานสนับสนุนทั่วไป แต่โมเดล Apprenticeship ยุคใหม่ถูกออกแบบมาเพื่อสร้างทักษะที่ AI ไม่สามารถทดแทนได้ โดยเน้นย้ำ 3 จุดสำคัญในการพัฒนาบุคลากร: ทำไมองค์กรที่หยุดรับเด็กจบใหม่กำลังสร้างความเสี่ยงให้ตนเอง? การตัดบทบาทระดับเริ่มต้นออกไปเพราะมองว่า AI ประหยัดต้นทุนได้มากกว่า กำลังสร้างภาวะขาดแคลนผู้นำระดับกลางและระดับสูงในอีก 5-10 ปีข้างหน้า หากไม่มีใครผ่านการฝึกฝนตั้งแต่วันนี้ องค์กรจะพบกับวิกฤตผู้นำที่ขาดความเข้าใจลึกซึ้งในเนื้องานจริง กลยุทธ์ปรับตัว: เปลี่ยนองค์กรให้เป็นพื้นที่บ่มเพาะทาเลนต์ องค์กรธุรกิจยุคนี้ไม่ควรรอให้มหาวิทยาลัยผลิตบัณฑิตที่พร้อมทำงานแบบสมบูรณ์แบบ แต่ต้องริเริ่มสร้างโปรแกรม Marketing Apprenticeship ของตนเอง ออกแบบหลักสูตรที่เน้นการทำงานร่วมกับ AI ควบคู่ไปกับการฝึกทักษะการตัดสินใจทางธุรกิจ เพื่อสร้างแรงงานที่มีคุณค่าสูงและขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืน อ้างอิงจาก : https://martech.org
ไหนบอกว่าใช้ AI เขียนโค้ดแล้วชีวิตจะสบาย ได้เลิกงานไวไปนั่งชิลที่คาเฟ่? แต่ทำไมความจริงตรงหน้าคือการนั่งกุมขมับจ้องหน้าจอยันตีสามเพื่อแก้บั๊กปริศนาที่ไม่รู้ว่าโผล่มาจากไหน! ล่าสุดผลสำรวจเจาะลึกชวนสะดุ้งจาก InfoQ ได้กระชากหน้ากากภาพฝันของวงการไอที เมื่อข้อมูลชี้ชัดว่า AI-Generated Code หรือโค้ดที่ให้ปัญญาประดิษฐ์เสกขึ้นมา กลับเป็นตัวการทำให้เวลาดีบัก (Debugging Time) พุ่งสูงปรี๊ด อัตราความล้มเหลวของระบบเพิ่มขึ้น และที่น่ากลัวที่สุดคือเกิดภาวะ Comprehension Gap หรือช่องว่างความเข้าใจ ที่เหล่านักพัฒนาเริ่มอ่านโค้ดในโปรเจกต์ของตัวเองไม่ออกจนคุมงานไม่อยู่ เบื้องหลังความพังยับ: 3 กับดักตัวร้ายเมื่อพึ่งพา AI จนลืมใช้สมอง การกดพรอมต์สั่งให้ AI เจนเนอเรตโค้ดอาจกินเวลาแค่ไม่กี่วินาที แต่ต้นทุนที่ซ่อนอยู่ในการตามล้างตามเช็ดกลับแพงกว่าการลงมือเขียนเองตั้งแต่ต้น โดยผลสำรวจสะท้อน 3 ปัญหาหลักที่กำลังระบาดในหมู่นักพัฒนาทั่วโลก: ส่องปรากฏการณ์วงการเดฟไทย: ยุคปั่นงานไวแบบลวกๆ กับความเสี่ยงระบบล่มรายวัน ตัดภาพกลับมาที่คอมมูนิตี้คนทำซอฟต์แวร์ในเมืองไทย ทั้งเอเจนซีรับจ้างทำเว็บ สตาร์ตอัป ไปจนถึงแผนกไอทีขององค์กรใหญ่ หลายแห่งกำลังเผชิญกับวัฒนธรรม “ขอเร็วไว้ก่อน” ผู้บริหารกดดันให้เร่งส่งงานจนโปรแกรมเมอร์ไทยจำนวนมากต้องใช้ AI พิมพ์โค้ดแบบทางลัด สิ่งที่ตามมาคือแอปพลิเคชันธุรกรรมหรือระบบบริการลูกค้าในไทยเกิดอาการแอปค้าง จอดำ หรือระบบล่มรายวัน ยิ่งไปกว่านั้น โค้ดที่ AI สร้างขึ้นแบบไม่รัดกุมยังอาจแอบซ่อนช่องโหว่ความปลอดภัยที่นำไปสู่การรั่วไหลของข้อมูลส่วนบุคคลตามกฎหมาย PDPA กลายเป็นเป้าหมายหวานหมูให้แก๊งมิจฉาชีพเข้ามาแฮกข้อมูลไปได้อย่างง่ายดาย …