Site icon Anat Obom

เกษตรอัจฉริยะ โดรน และ AI: พาเด็กสำรวจ Smart Farming โดรนสแกนโรคพืช ภาพ NDVI และอนาคตอาหารปลอดภัย

เสียงหึ่งดังมาจากเหนือยอดทุเรียนตอนหกโมงเช้า ลูกชายผมวิ่งออกจากบ้านพักในสวนของลุงชัย น้าของภรรยาที่จันทบุรี แหงนหน้าดูโดรนสีดำลำใหญ่บินเรียบไปตามแถวต้นไม้ สเปรย์ละอองบางๆ ลงเฉพาะบางต้น ไม่ได้พ่นทั้งสวน

ลุงชัยยืนถือแท็บเล็ตอยู่ข้างโรงเก็บปุ๋ย บนจอเป็นแผนที่สวนที่ระบายสีเขียว เหลือง และแดงเป็นหย่อมๆ “ต้นที่เป็นสีแดง คือต้นที่โดรนอีกลำบินสำรวจเมื่อวานแล้วเห็นว่าใบเริ่มไม่สมบูรณ์” แกอธิบายให้หลานฟัง “สมัยก่อนลุงต้องเดินดูทีละต้น สวนสามสิบไร่ใช้เวลาเป็นอาทิตย์ แล้วก็ฉีดยาทั้งสวนเผื่อไว้ก่อน”

ลูกผมถามว่า “แล้วโดรนรู้ได้ยังไงว่าต้นไหนป่วย ก่อนที่ใบจะเหลืองให้คนเห็น” ลุงชัยหัวเราะแล้วหันมาทางผม “อันนี้ให้พ่อเขาอธิบายดีกว่า พ่อเขาเป็นวิศวกร”

เดินสำรวจสวนอัจฉริยะไปด้วยกัน

Smart Farming คืออะไร

Smart Farming หรือเกษตรอัจฉริยะ คือการใช้เทคโนโลยีอย่างเซนเซอร์ โดรน ดาวเทียม และ AI เก็บข้อมูลจากแปลงปลูก วิเคราะห์สภาพพืชและดิน แล้วจัดการน้ำ ปุ๋ย และยาเฉพาะจุดที่ต้องการ แทนการทำเหมือนกันทั้งแปลง แนวคิดนี้เรียกอีกชื่อว่าเกษตรแม่นยำ หรือ Precision Agriculture

การเกษตรแบบดั้งเดิมมองแปลงทั้งแปลงเป็นหน่วยเดียว ใส่ปุ๋ยเท่ากัน ฉีดยาเท่ากัน รดน้ำเท่ากัน แต่ในความเป็นจริง พืชแต่ละจุดในแปลงต้องการไม่เท่ากัน ดินบางมุมแห้งกว่า บางต้นเริ่มป่วย บางแถวโดนแดดมากกว่า เกษตรอัจฉริยะทำให้เราดูแลพืชเหมือนดูแลคนไข้รายคน แทนการแจกยาเหมือนกันทั้งหมู่บ้าน

ตาพิเศษของโดรน: ภาพ NDVI

ผมชวนลูกนั่งลงข้างลุงชัย แล้วอธิบายว่าโดรนสำรวจมีกล้องที่มองเห็นแสงซึ่งตาคนมองไม่เห็น

NDVI หรือดัชนีพืชพรรณ คือค่าที่คำนวณจากการเปรียบเทียบแสงสีแดงกับแสงอินฟราเรดใกล้ที่สะท้อนจากใบไม้ พืชที่แข็งแรงจะดูดแสงสีแดงไปใช้สังเคราะห์แสง และสะท้อนแสงอินฟราเรดใกล้กลับมามาก ส่วนพืชที่ป่วยหรือขาดน้ำจะสะท้อนแสงอินฟราเรดใกล้น้อยลง

สิ่งที่ทำให้ NDVI มีค่ามาก คือ มันมักเห็นความเครียดของพืชก่อนที่ใบจะเปลี่ยนสีให้ตาคนเห็น ทำให้ชาวสวนแก้ปัญหาได้เร็วขึ้น ก่อนที่โรคจะลามไปต้นอื่น

เครื่องวัดความชื้นไม้ในโรงเลื่อย

เวลาผมไปซื้อไม้ที่โรงเลื่อยแถวบ้าน ไม้สักหลายสิบแผ่นวางเรียงกันดูเหมือนกันหมด สีเดียวกัน ลายคล้ายกัน แต่ผมพกเครื่องวัดความชื้นไม้ติดตัวไปด้วยเสมอ เป็นเครื่องเล็กๆ ที่มีเข็มสองขา จิ้มลงบนเนื้อไม้แล้วอ่านค่าความชื้นได้ทันที

บ่อยครั้งที่ไม้สองแผ่นที่ดูเหมือนกัน มีความชื้นต่างกันมาก แผ่นหนึ่งแห้งพร้อมใช้ อีกแผ่นยังชื้นเกินไป ถ้าเอามาทำโต๊ะ มันจะหดตัวและบิดในอีกไม่กี่เดือน ช่างที่ไม่วัดจะคิดว่าไม้ทั้งกองเหมือนกัน แล้วเจอปัญหาทีหลัง

โดรนที่ถ่ายภาพ NDVI คือเครื่องวัดความชื้นไม้ที่จิ้มต้นไม้ได้ทีละพันต้นในเวลาไม่กี่นาที มันบอกว่าต้นไหนแตกต่างจากต้นอื่น ทั้งที่ตาเห็นเหมือนกันหมด และ AI คือช่างที่อ่านค่าเหล่านั้นแล้วบอกว่าต้องทำอะไรต่อ

AI ตรวจจับแมลงและโรคพืชรายต้น

ภาพ NDVI บอกว่าต้นไหนผิดปกติ แต่ไม่ได้บอกว่าผิดปกติเพราะอะไร นี่คือจุดที่ AI เข้ามาช่วยต่อ

ลุงชัยบอกว่า สิ่งที่แกชอบที่สุดคือ AI ไม่ได้ตัดสินใจแทนแก แต่ชี้ว่าต้นไหนควรเดินไปดูก่อน แกยังเดินไปดูทุกต้นที่เป็นสีแดงด้วยตัวเอง เพราะประสบการณ์สามสิบปีบอกบางอย่างที่กล้องไม่เห็น

ประหยัดปุ๋ยและยาฆ่าแมลงได้อย่างไร

เกษตรแม่นยำจึงไม่ได้ช่วยแค่ชาวสวนประหยัดเงิน แต่ช่วยให้คนกินได้อาหารที่ปลอดภัยขึ้น และช่วยให้ดินกับแหล่งน้ำสะอาดขึ้น

ความมั่นคงทางอาหารในอนาคต

องค์การสหประชาชาติคาดการณ์ว่าประชากรโลกจะเพิ่มขึ้นเป็นราวเก้าพันเจ็ดร้อยล้านคนภายในปี 2050 ในขณะที่พื้นที่เพาะปลูกเพิ่มไม่ได้มาก และสภาพอากาศแปรปรวนขึ้น ทั้งแล้งยาวและฝนตกหนักผิดฤดู

การผลิตอาหารให้พอสำหรับทุกคน โดยไม่ทำลายดิน น้ำ และป่าเพิ่ม จึงเป็นหนึ่งในโจทย์ที่ใหญ่ที่สุดของคนรุ่นลูกเรา เกษตรอัจฉริยะไม่ใช่คำตอบเดียว แต่เป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้ได้ผลผลิตมากขึ้นจากทรัพยากรที่น้อยลง

ข้อควรระวังและความท้าทาย

ทดลองเป็นนักวิทยาศาสตร์เกษตรที่บ้าน

บันทึกสวนอัจฉริยะ

คำถามชวนลูกคิดระหว่างกินข้าว

ทุเรียนลูกแรกของฤดู

วันสุดท้ายที่สวน ลุงชัยพาลูกผมไปดูต้นทุเรียนที่เคยเป็นสีแดงบนแผนที่เมื่อเดือนก่อน ตอนนี้ใบเขียวสด เพราะเจอปัญหารากเน่าเร็วและแก้ได้ทัน ลุงชัยให้ลูกผมเป็นคนตัดทุเรียนลูกแรกของต้นนั้นเอง

ระหว่างนั่งกินทุเรียนใต้ต้นไม้ ลูกผมพูดว่า “โดรนเห็นก่อน แต่ลุงชัยรู้ว่าต้องทำอะไร” นั่นคือภาพของเกษตรกรรมในอนาคต ที่เทคโนโลยีกับภูมิปัญญาของคนที่อยู่กับดินมาทั้งชีวิตทำงานด้วยกัน

ถ้ามีโอกาส ลองพาลูกไปเที่ยวสวนหรือฟาร์มสักแห่งครับ ถามเจ้าของสวนว่าใช้เทคโนโลยีอะไรบ้าง คุณจะได้บทเรียนวิทยาศาสตร์ที่มีกลิ่นดินและรสชาติผลไม้ติดมาด้วย

Exit mobile version