Site icon Anat Obom

Neuro-symbolic AI คืออะไร? อนาคตของ AI ที่รวมการเรียนรู้จากข้อมูลเข้ากับกฎเกณฑ์ตรรกะ ให้คิดเป็นเหตุเป็นผลและอธิบายได้

neuro-symbolic-ai-explained-reasoning-explainable

ห้องสมุดประชาชนวันเสาร์มีชมรมคณิตศาสตร์สำหรับเด็กประถม ลูกสาววัยสิบเอ็ดขวบของพี่โอ๊คเพื่อนผม ยื่นกระดาษโจทย์ปริศนาตรรกะมาให้ผมดู “ลุงคะ หนูลองถาม AI แล้ว มันตอบมั่นใจมาก แต่ครูบอกว่าผิด”

โจทย์คือ มีเด็กห้าคนนั่งเรียงกัน คนใส่เสื้อแดงไม่ได้นั่งริม คนชื่อต้นนั่งติดกับคนใส่เสื้อเขียว และเงื่อนไขอีกสี่ข้อ ให้หาว่าใครนั่งตรงกลาง AI เขียนเหตุผลยาวสวยงาม แล้วสรุปคำตอบที่ขัดกับเงื่อนไขข้อสาม ทั้งที่ตอนต้นของคำอธิบาย มันเพิ่งทวนเงื่อนไขข้อนั้นเองด้วยซ้ำ

เด็กหญิงวัยสิบเอ็ดแก้โจทย์นี้ได้ด้วยกระดาษตารางกับดินสอ ภายในสิบนาที ส่วน AI ที่อ่านหนังสือมามากกว่าที่คนคนหนึ่งจะอ่านได้ทั้งชีวิต กลับตอบผิด เธอถามผมว่าทำไม และคำถามนั้นพาไปสู่หนึ่งในทิศทางที่น่าสนใจที่สุดของ AI ในอนาคต

สิ่งที่จะคลี่ออกทีละชั้น

AI สองสายที่เคยแยกทางกัน

ในประวัติศาสตร์ของ AI มีแนวคิดหลักสองสายที่แข่งกันมาหลายสิบปี

ช่วงทศวรรษ 1970 ถึง 1980 สายสัญลักษณ์รุ่งเรือง มีระบบผู้เชี่ยวชาญ หรือ Expert Systems ที่ใช้กฎหลายร้อยข้อช่วยวินิจฉัยโรคหรือแนะนำการตัดสินใจ แต่ในช่วงสิบกว่าปีหลัง สายโครงข่ายประสาทในรูปแบบ Deep Learning ก้าวกระโดดจนครองวงการ ทั้งการจดจำภาพ การแปลภาษา และแชตบอตที่เราใช้ทุกวัน

ทำไม Deep Learning ถึงเก่งแต่บางครั้งขาดเหตุผล

โมเดลภาษาขนาดใหญ่เรียนรู้ว่าคำไหนมักตามหลังคำไหน จากข้อความมหาศาล มันจึงเขียนเหตุผลที่ฟังดูถูกต้องได้ดีมาก แต่การเขียนสิ่งที่ฟังดูเหมือนเหตุผล ไม่ได้รับประกันว่าทุกขั้นตอนถูกต้องตามตรรกะ

AI รุ่นใหม่ที่ถูกฝึกให้ใช้เวลาคิดเป็นขั้นตอนก่อนตอบ พัฒนาเรื่องนี้ขึ้นมาก แต่ปัญหาพื้นฐานยังไม่หายไปทั้งหมด

Symbolic AI ยุคเก่า: เก่งกฎ แต่แข็งทื่อ

ถ้าเราให้โจทย์นั่งเรียงห้าคนกับระบบตรรกะแบบสัญลักษณ์ มันจะแก้ได้ถูกต้องร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะมันไล่ตรวจทุกความเป็นไปได้ตามกฎอย่างเคร่งครัด ไม่มีทางสรุปคำตอบที่ขัดกับเงื่อนไข

แต่ระบบแบบนี้มีจุดอ่อนใหญ่ มันต้องให้มนุษย์แปลโจทย์เป็นกฎที่ชัดเจนก่อน ถ้าโจทย์เขียนเป็นภาษาธรรมดา มีคำกำกวม หรือต้องใช้สามัญสำนึก มันทำไม่ได้ และโลกจริงเต็มไปด้วยสิ่งที่เขียนเป็นกฎไม่ได้ทั้งหมด เช่น การจดจำใบหน้าแม่ท่ามกลางฝูงชน

นักทาสีโมเดลที่ใช้ทั้งตาและวงล้อสี

งานทาสีโมเดลจิ๋วของผมใช้สองระบบในหัวพร้อมกัน ระบบแรกคือตาที่ฝึกมาหลายปี มองแล้วรู้ทันทีว่าเงาตรงผ้าคลุมยังไม่ลึกพอ หรือไฮไลต์บนดาบสว่างเกินไป เป็นความรู้สึกที่อธิบายเป็นคำพูดได้ยาก

ระบบที่สองคือกฎทฤษฎีสีที่ผมแปะไว้บนผนัง วงล้อสีบอกว่าสีคู่ตรงข้ามทำให้กันและกันดูหม่นลง ถ้าอยากให้เงาของผ้าสีแดงดูลึกโดยไม่สกปรก ให้ผสมสีเขียวลงไปเล็กน้อย กฎเหล่านี้ชัดเจน ตรวจสอบได้ และอธิบายให้คนอื่นฟังได้

นักทาสีที่ใช้แต่ตา บางครั้งผสมสีมั่วจนได้สีโคลน นักทาสีที่ใช้แต่กฎ งานออกมาถูกต้องแต่แข็งทื่อ ไม่มีชีวิต นักทาสีที่ดีใช้ตาเพื่อรู้สึก แล้วใช้กฎเพื่อตรวจและอธิบาย และนั่นคือแนวคิดของ Neuro-symbolic AI

Neuro-symbolic AI คืออะไร

Neuro-symbolic AI คือแนวทางที่ผสานโครงข่ายประสาทซึ่งเก่งเรื่องการเรียนรู้รูปแบบจากข้อมูล เข้ากับระบบสัญลักษณ์ซึ่งเก่งเรื่องตรรกะ กฎ และการให้เหตุผลที่ตรวจสอบได้ เพื่อสร้าง AI ที่ทั้งยืดหยุ่นและคิดเป็นเหตุเป็นผลได้

นักวิจัยบางคนเปรียบเทียบกับทฤษฎีของนักจิตวิทยา Daniel Kahneman ที่แบ่งความคิดมนุษย์เป็นระบบที่หนึ่งซึ่งเร็วและใช้สัญชาตญาณ กับระบบที่สองซึ่งช้าและใช้เหตุผล มนุษย์ใช้ทั้งสองระบบร่วมกัน AI ในอนาคตก็อาจต้องเป็นแบบนั้น

AlphaGeometry: ตัวอย่างที่เกิดขึ้นจริง

ต้นปี 2024 Google DeepMind เผยแพร่งานวิจัยในวารสาร Nature เกี่ยวกับ AlphaGeometry ระบบ AI ที่แก้โจทย์เรขาคณิตระดับการแข่งขันคณิตศาสตร์โอลิมปิกระหว่างประเทศ ระบบนี้แก้โจทย์ได้ 25 ข้อจาก 30 ข้อในชุดทดสอบ ใกล้เคียงกับผู้ได้เหรียญทองโดยเฉลี่ย

วิธีการทำงานคือ ส่วนโมเดลภาษาเสนอไอเดียสร้างสรรค์ เช่น ลองลากเส้นเสริมหรือเพิ่มจุดใหม่ในรูป ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องใช้สัญชาตญาณ แล้วส่วนระบบสัญลักษณ์ก็พิสูจน์ทางคณิตศาสตร์อย่างเคร่งครัดว่าแนวทางนั้นนำไปสู่คำตอบจริงหรือไม่ ผลลัพธ์ไม่ได้มีแค่คำตอบ แต่มีบทพิสูจน์ที่มนุษย์อ่านและตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน

ทำไม AI ที่อธิบายได้ถึงสำคัญ

ฝึกลูกให้คิดได้ทั้งสองแบบ

บทเรียนที่ผมอยากให้ลูกสาวพี่โอ๊คได้ ไม่ใช่ว่า AI ห่วย แต่คือ เธอมีทั้งสองระบบในหัวอยู่แล้ว และควรใช้ให้เป็น

เก็บไว้ทบทวน

คำถามสำหรับนักคิดตัวน้อย

ตารางดินสอที่ชนะ AI

ลูกสาวพี่โอ๊คนำกระดาษตารางที่เธอใช้แก้โจทย์ไปให้ AI ดู แล้วพิมพ์ถามว่าคำตอบของมันขัดกับเงื่อนไขข้อสามหรือเปล่า AI ยอมรับว่าผิดและแก้คำตอบให้ถูก เธอหันมายิ้มอย่างภูมิใจ และบอกว่าตั้งแต่นี้จะไม่เชื่อคำอธิบายที่ยาวสวย จนกว่าจะตรวจกับเงื่อนไขเอง

AI ในอนาคตอาจคิดเป็นเหตุเป็นผลได้ดีขึ้นมาก แต่เด็กที่รู้จักตรวจเหตุผลด้วยตัวเอง จะเป็นคนที่ใช้มันได้อย่างปลอดภัยที่สุดเสมอ

ลองหาโจทย์ปริศนาตรรกะสักข้อมาเล่นกับลูกคืนนี้ครับ ให้ลูกแก้เอง แล้วค่อยถาม AI เปรียบเทียบ ความสนุกอยู่ที่การได้จับผิดเครื่องที่ดูฉลาดกว่าเรา

Exit mobile version