จำตอนที่เราทำตู้เก็บเครื่องมือช่างไม้ตัวแรกในโรงรถได้ไหมครับ ตอนนั้นผมภูมิใจมาก ใช้แม่กุญแจทองเหลืองลูกใหญ่เบ้อเริ่มล็อกประตูตู้ คิดว่าปลอดภัยหายห่วงแล้ว จนกระทั่งวันหนึ่งลูกชายตัวแสบหยิบประแจหกเหลี่ยมมาไขน็อตบานพับออกทั้งอัน เปิดตู้หยิบสว่านไปเล่นหน้าตาเฉย โดยที่แม่กุญแจยังแขวนอยู่คาโต๊ะนั่นแหละครับ!
เรื่องนี้มันสะท้อนภาพความปลอดภัยในโลกไอทีตอนนี้พอดิบพอดีเลยครับ จากข้อมูลการศึกษาด้านความปลอดภัยจาก NIST และ Gartner ระบุตรงกันว่า ยุคนี้แฮกเกอร์เขาไม่เสียเวลามานั่งสุ่มเจาะระบบตรงๆ (Brute-force) ให้เสียเวลาแล้วครับ แต่เขาเปลี่ยนมาใช้วิธีขโมยตัวตนหรือขโมยสิทธิ์การเข้าใช้งาน (Identity Attacks / Credential Theft) แทน ซึ่งต่อให้รหัสผ่านของคุณยาวสิบแปดตลบหรือมี OTP ส่งมาทางมือถือ ก็ยังโดนเจาะผ่านช่องโหว่การฟิชชิ่งหน้าเว็บปลอมได้อยู่ดี
กุญแจดอกใหม่ที่ปลอดภัยกว่า: Passkeys และ Identity-First Security
เมื่อรหัสผ่านแบบเดิมเริ่มเอาไม่อยู่ วงการไอทีเลยต้องเปลี่ยนผ่านสู่ยุค Identity-First Security และเทคโนโลยี Passkeys ครับ เปรียบเสมือนการเปลี่ยนจากการใช้แม่กุญแจไขตู้ มาเป็นการใช้ระบบสแกนลายนิ้วมือหรือใบหน้าฝังลงในฮาร์ดแวร์โดยตรง ซึ่งก๊อปปี้ไม่ได้และไม่มีทางถูกดักขโมยไประหว่างทางเหมือนรหัสผ่านตัวหนังสือ
วิธียกระดับความปลอดภัยบัญชีของคุณฉบับลงมือทำ
- เปลี่ยนมาใช้ Passkeys: บริการใหญ่ๆ ทั้ง Google, Apple และ Microsoft เริ่มรองรับการเข้าสู่ระบบด้วย Passkeys แล้ว เปิดใช้งานซะ แทนการจำรหัสผ่านยาวๆ
- ประเมินการเข้าถึง (Zero Trust): แนวคิดคือ “ไม่เชื่อใจใครทั้งสิ้น ต้องพิสูจน์ตัวตนทุกครั้ง” ไม่ว่าจะต่อ Wi-Fi บ้านหรือที่ทำงาน
- เช็กสิทธิ์แอปพลิเคชัน: หมั่นเคลียร์แอปเก่าๆ ที่เราเคยไปกดล็อกอินเชื่อมต่อผ่าน Google หรือ Facebook ทิ้งซะบ้าง เปรียบเหมือนการเช็กว่าใครมีกุญแจสำรองบ้านเราไว้บ้าง
คำถามชวนลูกคุยที่โต๊ะอาหารวันนี้
ลองหันไปถามลูกๆ ดูครับว่า “ถ้าวันนึงเกมโปรดของเราไม่ต้องใช้รหัสผ่านยาวๆ อีกต่อไป แต่ใช้หน้าตาหรือนิ้วมือของเราแทน ลูกคิดว่ามันจะปลอดภัยกว่าเดิมไหม เพราะอะไร?”
ความปลอดภัยไม่ได้อยู่ที่ความซับซ้อนของรหัสผ่าน แต่อยู่ที่เราเลือกใช้เครื่องมือที่ถูกวิธีหรือเปล่า วันนี้ขอตัวไปขันน็อตบานพับตู้เครื่องมือใหม่ก่อนนะครับ เจอกันใหม่ครับ!
อ้างอิงจาก : https://www.nist.gov/identity-access-management
